ป้ายไม้สีแดง เขียนว่า วนิชพันธุ์
ป้ายสีขาว เขียนว่า ร้านอาหาร ข่อเหล็ด
ป้ายสีขาว เขียนว่า ห้องเสื้อไข่มุก
ป้ายร้านค้าตัวหนังสือสีแดง เขียนว่า แม๊กไซไซ
ป้ายสวยที่หาดใหญ่
ป้ายไม้สีแดง เขียนว่า วนิชพันธุ์
ป้ายสีขาว เขียนว่า ร้านอาหาร ข่อเหล็ด
ป้ายสีขาว เขียนว่า ห้องเสื้อไข่มุก
ป้ายร้านค้าตัวหนังสือสีแดง เขียนว่า แม๊กไซไซ
ป้ายสวยที่หาดใหญ่
หลังๆ บนเน็ตฝั่งอังกฤษเจอคนไม่ชอบทีมอาเซนอลเยอะ เราก็สงสัยว่าทำไม ทุกคนควรไม่ชอบลิเวอร์พูลสิ
ก็พบว่าเรื่องฟุตบอลเบสิคๆ แฟนปากแจ๋วแม้ไม่มีผลลัพธ์ที่จับต้อง และเรื่องโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง
แต่อีกส่วนที่สำคัญคือประเด็นสังคมและการเมือง อาเซนอลลงโทษโอซิลเรื่องสนับสนุนชาวอุยกูร์ ปกป้องปาร์เตย์ที่จากคดี rape and sexual assault (ทุกคนบอกเขาเป็นคนดี)
(1)
พอเอกิติเก้เข้ามาในทีม(และฟริมปง) พวกโซเชียลนักเตะมันสนุกกันมาก
น้องมันเด็กเจน Z มันก็รู้สึกว่าอาชีพนักฟุตบอลกับความเป็นตัวเองนั้นแยกกัน มันเลยมีแอคไอจีที่เป็นนักฟุตบอลมากๆ กับแอคหลุมที่ไม่หลุมที่พร้อมจะเล่นสนุกกับเพื่อนร่วมทีม
มันเลยตลกมากที่พวกนักเตะเริ่มเล่นสนุกแซวกันบนเน็ตด้วยการโพสต์รูปหลุดๆ ของเพื่อน โพสต์ภาพมีมๆ
เอาจริงๆ นอกจากกระแสอวยคิงอวยควีนและชาตินิยมกันบ้างก็ได้แล้ว ล่าสุดก็มีคลิปถ่ายคนไม่หยุดเคารพธงชาติ แล้วก็ช่วงนี้เข้าโรงหนังก็รู้สึกคนกลับมายืนกันเยอะมาก we're so back(wards)
ล่าแม่มดคนไม่ยืนในโรงหนังมันกลับมาจริงดิ🥶 กลัวเพราะถ้าคนไม่ยืนโดนคุกคามขึ้นมา คนปกป้องจะน้อยลงกว่าตอนปีก่อนๆแล้วเพราะคนไทยกลับมาเป็น…อีกรอบ
คิดว่าสื่อไม่จำเปนต้องมีคติสอนใจในตอบจบ และคนดูก็ไม่ต้องสนใจ subtext เอยใดสามารถปล่อยใจจอยๆได้เลย แต่ถ้ามีคนจะคิด คนจะวิเคราะห์อะไรเพิ่มเติมก็ไม่ควรตั้งแง่เหมือนกัน ถ้าเราไม่อยากคิดก็ไม่เปนไร แต่ไม่ควรไปบอกให้คนอื่นเขาหยุดคิด
อยากให้อิลิ้วฟอร์มดียาวๆ แผนดี อาเนอร์อยู่ยาวๆ เอาให้แฟนบอลสายแอนตี้โค้ชอกแตก
สิ่งที่น่าเบื่อเพราะเจอทุกวงการ = elitist (นี่ติดเรียกกับเพื่อนว่า เจ้าของวงการ) คือพวกที่จะต้องคอยบอกว่าอะไรก็ตามที่มันเป็น entry level คือไม่เจ๋ง วงแมส เพลงฮิต เกมดัง หนังสือย่อยง่าย ซีรีส์ไม่ซับซ้อน ฯลฯ เป็นไรกันกับของพวกนี้อะมันมีแค่ชอบกับไม่ชอบ
ตอน ขุนพลม้าปีศาจ เร่อปาลั่วเหริน
สาธุ๒ เรื่องเล่าดูเบาบางมากเมื่อเทียบกับเรื่องจริง 5555555555555555555
ซซ.แรกดูว้าวที่กล้าแตะ ซซ.2ดูแบบ อ่อ อ่าฮะ ยังไงต่อล่ะ
แต่เขาอาจจะรู้อยู่แล้วเลยไปเน้นที่ตัวละครแทน แต่ละตัวโคตรจะมีมิติ
ความรุนแรงจากสภาพอากาศมันแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้สูงวัยก็เพิ่มขึ้นทุกวัน การอพยพก็น่าจะยากขึ้น แผนรับมือภัยพิบัติก็แทบไม่มี การเตือนภัยก็มีบ้างไม่มีบ้าง เราจะอยู่กันยังไงวะ การเตรียมพร้อมรับมือด้วยทุนส่วนตัวเองก็ไม่ใช่จะทำได้ทุกคนนะ
เอาจริงๆ แรงใจในการใช้ชีวิตจะหาได้ง่ายมากถ้ามีเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ต้องลำบาก/ขวนขวายหาเอง
ไม่เห็นด้วยกับการบอกว่าฝนตกน้ำท่วมภาคใต้เป็นเหตุการณ์ปกติจากภัยธรรมชาติ ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมเราไม่เรียนรู้วิธีการตั้งรับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีกเรื่อยๆที่ช่วงสิ้นปีจะมีพายุเข้า แล้วรัฐมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายยังไงบ้าง
มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องชินนะ
ในอนาคตที่แยกภาพเอไอไม่ออกแล้ว ก็คงต้อง assume ว่าทุกอย่างที่เห็นไม่จริงไปก่อนสินะ ถ้าพิสูจน์ว่าอันไหนจริงสำเร็จ ค่อยชื่นชม
dystopian โคตรๆ
Cloudflare ระเบิดนี่เอง
ไม่รู้เกี่ยวกับที่ cloudflare ล่มไหม
โตมาก็รู้ว่าประโยค "กินข้าวกัน" มันไม่ใช่ประโยคชวนกินข้าวจริงๆ โคตรจะเวรี่ไทยเลย มันแปลว่าขอโทษก็ได้ นัดเคลียร์ใจก็ได้ ให้กำลังใจก็ได้ ปลอบใจก็ได้ แปลว่าสู้ๆ นะมึง ก็ได้เหมือนกัน
ตอนแรกตกใจนึกว่าแอคระเบิด
คือรู้สึกว่าเข้ามาในนี้ละแบบ ยังเจอคนปกติอะ คนธรรมดาทั่วไป บ่นขิงข่า ชงมุกตบมุก ไม่ใช่แบบ rage bait ตลอดเวลา
#ภพนภามีอาหาร
รูทเบียร์โฟลตที่ใส่ไอติมรสโคล่า ซึ่งเจ้าของร้านหลอกให้ตูสั่งมาชิมเป็นคนแรกของร้าน
กลายเป็นว่าอร่อยว่ะ สดชื่นกว่าไอติมวนิลา และเครื่องเทศในโคล่ากับรูทเบียร์มันผสมกับเป็นกลิ่นใหม่ที่ไม่ยาหม่องแล้ว 555
พิกัดร้านไอติมSummertaste หน้าขนส่งเก่า เชียงราย
and i hate twitter these days it’s so annoying
Entering antisocial mode again i hate period i hate winter wa huhhhhhh
ดู Taipei Story อีกรอบ ทำให้เข้าใจหนัง(ไปเอง)มากขึ้น ลองมองผ่านตัวละครเป็นเมืองมากขึ้น ตัวอาหลงกับอาจินเป็นเพียงแค่คนที่ไหลอย่างเลื่อนลอยไปกับยุคสมัย 80’s ของไต้หวัน คนหนึ่งจมและหลงลืมอยู่ในประวัติศาสตร์เดิมของตัวเอง อีกคนแข็งแกร่งพอไหลไปกับประวัติศาสตร์ยุคใหม่ อำนาจแบบใหม่ ในประเทศที่กำลังถูกกลืนกินด้วยอำนาจอเมริกา
คนบางคนก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นตัวร้ายในบทหนังที่จะ based on true story ของเหตุการณ์นี้
รำคาญฤดูหนาวที่ต่อให้มันไม่หนาวแล้วก็ยังทำคนเหงาอยู่ดี
ขออนุญาตนะครับ จริง ๆ แอบคิดว่าพล็อตแนวนี้ สสส. เคยทำเป็นโฆษณาแล้วมั้งนะครับ (น่าจะเป็นบทประพันธ์ดัดแปลงมาจากงานเขียนของ คึกฤทธิ์ ปราโมทย์) อีกอย่างมุมมองที่ว่าผู้หญิงไทยเงียบแต่ใช้เสน่ห์โต้กลับอันนี้ดูแอบเป็นมายาคติ เพราะจริง ๆ ผู้หญิงไทยก็ vocal กับเรื่องของตัวเองมาตลอด เช่น เรื่องสิทธิ์ลาคลอด แรงงาน ฯลฯ
เคสหมอมุกนี่ทำให้รู้สึกว่า เราพร้อมจะกลายเป็น “ไอ้เหี้ยนั่นไง ที่ตอนนั้นเคยทำอันนั้น” สำหรับใครสักคนโดยที่ไม่รู้ตัว จนกระทั่งเราไปทำเคสใหญ่ ๆ ได้ตลอดเวลา แม้เรื่องที่เคยทำแล้วไม่ถูกใจใครสักคนในอดีต จะเป็นเรื่องที่ออกแนว “กูผิดอะไร” ก็ตาม
ทดสี่ไว้ในใจ 21 ตลอดไป
ก้อเปง 21+4